head
พัฒนาคน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความรู้เกี่ยวกับ KM | แผน KM ของ มจพ. |  นโยบาย KM ของ มจพ.  |  กิจกรรม KM ของ มจพ.  |  KM Portal  |   KM Multi Blog | e-Learning | e-Trining

forget pw | Signup
Untitled Document

แลกเปลี่ยนความรู้ด้วย Weblog = ชุมชนนักปฏิบัติการจัดการความรู้ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
- ตุลาคม 2557

- กันยายน 2557

- สิงหาคม 2557

- เมษายน 2557

[more++]
- กองแผนงาน..
- สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี..
- ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ..
- สำนักหอสมุดกลาง..
- กองคลัง..
- ศูนย์ข่าวประชาสัมพันธ์..
- คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์..
- กองงานพัสดุ..

[more++]
- ศูนย์แปลภาษาอังกฤษ..

- นักเรียน นักศึกษา..

- ข่าวบันเทิง รวมข่าวเกี่ยว..

- ประวัติศาสตร์ของประเทศต่า..

- Cirrusnetwork.net..

- QAKMUTNB Facebook..

- เว็บไซต์ภาควิชาการจัดการเ..

- Facebook ภาควิชาการจัดการ..


[more++]

 

 

 

 

 

index
 


สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการ ลูกจ้างประจำและผู้ได้รับบำนาญ
สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการ ลูกจ้างประจำและผู้ได้รับบำนาญ
โดย : สุธาสินี บุญประดิษฐ์ วันที่ : 26 มกราคม 2555 อ่าน : 19406     0 ความคิดเห็น
sutasinee

สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการ

ลูกจ้างประจำและผู้ได้รับบำนาญ
ข้าราชการ ลูกจ้างประจำและผู้ได้รับบำนาญ สามารถเบิกสวัสดิการรักษาพยาบาล ได้ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๔๔๓ มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการสำหรับตนเอง บิดา มารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และบุตร กรณีบุตรเบิกได้ไม่เกิน ๓ คน เรียงลำดับก่อนหลัง โดยต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือบรรลุนิติภาวะ (๒๐ ปีบริบูรณ์) แต่เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถที่อยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของตนเอง (ไม่รวมบุตรบุญธรรมและบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมผู้อื่น) หากมีบุตรเกิน ๓ คน ต่อมาบุตรคนใดคนหนึ่งตายก่อนที่จะบรรลุนิติภาวะ ให้สามารถนำบุตรมาเบิกค่ารักษาเพิ่มขึ้นอีกเท่าจำนวนบุตรที่ตาย โดยนับคนที่อยู่ในลำดับถัดไปก่อน กรณียังไม่มีบุตรหรือมีบุตรยังไม่ถึง ๓ คนต่อมามีบุตรแฝดทำให้จำนวนบุตรเกิน ๓ คน สามารถเบิกได้สำหรับบุตรคนที่หนึ่งถึงคนสุดท้าย แต่ต้องเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสหรือเป็นบุตรของตนเองในกรณีที่หญิงเป็นผู้ใช้สิทธิ
พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ได้กำหนดไว้ว่า  “การรักษาพยาบาล” หมายความว่า การให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยตรงแก่ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวของผู้มีสิทธิ เพื่อการรักษาโรค การตรวจวินิจฉัย การฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต รวมถึงการตรวจสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่ไม่รวมถึงการเสริมความงาม และได้กำหนดไว้ว่า“ค่ารักษาพยาบาล” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาล ดังต่อไปนี้
 (๑) ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าเลือดและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน ค่าน้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือด ค่าออกซิเจน และอื่น ๆ ทำนองเดียวกันที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรค
 (๒) ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค รวมทั้งค่าซ่อมแซมอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ดังกล่าว
(๓) ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการทางการพยาบาล ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าวิเคราะห์โรคแต่ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมแพทย์พิเศษ ค่าจ้างผู้พยาบาลพิเศษ ค่าธรรมเนียมพิเศษ และค่าบริการอื่นทำนองเดียวกันที่มีลักษณะเป็นเงินตอบแทนพิเศษ
(๔) ค่าตรวจครรภ์ ค่าคลอดบุตรและการดูแลหลังคลอดบุตร
(๕) ค่าห้องและค่าอาหาร ตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาพยาบาล
(๖) ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรค
(๗) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ 
(๘) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นแก่การรักษาพยาบาลตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
          ข้าราชการ ลูกจ้างประจำและผู้ได้รับบำนาญ มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับตนเองหรือบุคคลในครอบครัวของตน ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) การเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ ทั้งประเภทผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน
(๒) การเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด ประเภทผู้ป่วยใน
(๓) การเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชนที่มิใช่สถานพยาบาลตาม (๒) ประเภทผู้ป่วยใน เฉพาะกรณีที่ผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวประสบอุบัติเหตุ อุบัติภัย หรือมีความจำเป็นรีบด่วน ซึ่งหากมิได้รับการรักษาพยาบาลในทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
(๔) การเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชนตามที่กระทรวงการคลังกำหนดประเภทผู้ป่วยนอก เป็นครั้งคราว เพราะเหตุที่สถานพยาบาลของทางราชการมีความจำเป็นต้องส่งตัวให้แก่สถานพยาบาลของเอกชนนั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของเอกชนตามพระราชกฤษฎีกาหรือไม่ก็ตาม
         การขอเบิกค่ารักษาพยาบาลจะต้องยื่นใบเบิกเงินพร้อมหลักฐานการรับเงินของสถานพยาบาลภายใน ๑ ปีนับจากวันที่ในใบเสร็จรับเงิน หากเกินกำหนดไม่สามารถนำมาเบิกได้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผู้มีสิทธิสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลด้วยระบบเบิกจ่ายตรง ประเภทผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกสถานพยาบาลของทางราชการ  ยื่นความประสงค์ที่สถานพยาบาลนั้นๆ ลงทะเบียนครั้งแรกครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป แต่จะต้องมีชื่อในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐของกรมบัญชีกลาง โดยติดต่อนายทะเบียนที่ต้นสังกัด (ที่ มจพ. คือ กองบริหารและจัดการทรัพยากรมนุษย์) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐให้สมบูรณ์ครบถ้วน หากเข้าสู่ระบบเบิกจ่ายตรงแล้ว เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก ไม่ต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน ผู้ป่วยใน ไม่ต้องมีหนังสือรับรองการมีสิทธิ (หนังสือส่งตัว) จากต้นสังกัดไปยื่นให้สถานพยาบาลก่อนเข้ารับการรักษา   สถานพยาบาลสามารถเบิกจ่ายโดยตรงกับกรมบัญชีกลาง ผู้มีสิทธิจะจ่ายส่วนเกินที่เบิกไม่ได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังเท่านั้น
         กรณีมีสัญญาประกันภัยซึ่งให้ความคุ้มครองในการรักษาพยาบาลแก่ผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัว หากสิทธิที่จะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาประกันภัยนั้นต่ำกว่าค่ารักษาพยาบาล ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่แต่ต้องไม่เกินไปกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยสามารถนำสำเนาใบเสร็จรับเงินที่บริษัทประกันรับรองว่าได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปเป็นจำนวนเท่าใด รายการอะไรบ้าง มาเบิกเพิ่มได้แต่จำนวนเงินที่บริษัทประกันภัยจ่ายรวมกับสิทธิของทางราชการแล้วต้องไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริง
          ปัจจุบันโรงพยาบาลจะระบุรหัสในใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นไปตาม หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๔๑๗/ว ๑๗๗ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ซึ่งได้กำหนดอัตราค่าบริการสาธารณสุขเพื่อใช้สำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ  บางโรงพยาบาลจะแยกชัดเจนระหว่างเบิกได้และเบิกไม่ได้ สำหรับโรงพยาบาลที่ระบุรหัสแต่ไม่แยกว่าเบิกได้หรือเบิกไม่ได้ จะต้องตรวจสอบว่ารหัสนั้นสามารถเบิกได้เท่าใด ตามหนังสือของกรมบัญชีกลางดังกล่าว รวมถึงอัตราการเบิกค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคด้วย ส่วนค่าห้องและค่าอาหารกรณีผู้ป่วยใน สามารถเบิกได้วันละไม่เกิน ๖๐๐ บาท ทั้งสถานพยาบาลของทางราชการและเอกชน กรณีคนไข้ในสถานพยาบาลเอกชนนั้นเบิกได้ครึ่งหนึ่งของที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๔,๐๐๐ บาท ไม่รวมค่าห้องค่าอาหารและค่าอุปกรณ์ เบิกได้ไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยจะต้องมีหนังสือรับรองว่ามีความจำเป็นรีบด่วน ซึ่งหากมิได้รับการรักษาพยาบาลในทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
มจพ.กำหนดแนวปฏิบัติให้บุคลากรที่ต้องการเบิกค่ารักษาพยาบาลยื่นใบเบิกพร้อมหลักฐานที่ส่วนงานที่สังกัด อนุมัติเบิกโดยคณบดีหรือผู้อำนวยการแล้วส่งเอกสารมาที่กลุ่มงานการเงิน กองคลัง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ของผู้เบิก ที่สหกรณ์ออมทรัพย์พระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยสามารถตรวจสอบการโอนได้ที่ www.finance.oop.kmutnb.ac.th รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบา พ.ศ.๒๕๕๓ อัตราค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค อัตราค่าบริการสาธารณสุข ในหัวข้อเอกสารดาวน์โหลด ระเบียบ/ประกาศ/ข้อบังคับ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่กลุ่มงานสวัสดิการ กรมบัญชีกลาง หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒-๑๒๗๗๓๙๔
 
เรียบเรียงโดย
นางสุธาสินี   บุญประดิษฐ์
นักวิชาการเงินและบัญชี
 
หมวดหมู่ : กองคลัง ...
คำหลัก :
ค่ารักษาพยาบาล

Rating ( ให้คะแนน )
ไม่มี rate stars เรตติ้งเฉลี่ย : ไม่มี rate จาก 0 vote



(ไม่พบความคิดเห็น)


หน้า []  ทั้งหมด 1 / 0

 

 

 
Untitled Document


KM ZONE ศูนย์กลางการจัดการความรู้
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
free web page hit counter

ใช้เวลาในการโหลดหน้านี้ 0.09 วินาที